รีวิวประสิทธิภาพกล้อง Huawei P20 พร้อมเทียบ iPhone X

29 มีนาคม 2018 | ข่าวสาร

เรียกได้ว่าฮือฮามากสำหรับการเปิดตัว Huawei P20 Pro ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา (ตามเวลาบ้านเรา) ที่มันน่าฮือฮาก็เพราะว่ามันมาพร้อมหน้าจอ 6.1 นิ้ว แบตเตอรี่ 4,000 มิลลิแอมป์ (ดูวิดีโอได้ต่อเนื่องถึง 22 ชั่วโมง) มีระบบชาร์จแบบ SuperCharge (ชาร์จเร็วกว่ามือถือทั่วไป)

แต่สิ่งที่ผู้คนดูจะให้ความสนใจเป็นพิเศษก็เห็นจะเป็นเจ้ากล้องหลังที่ร่วมพัฒนากับ Leica ที่ให้มาถึง 3 ตัว โดยประกอบไปด้วย

1. เลนส์เทเลซูม 3x ความละเอียด 8MP

2. เลนส์หลักสี RGB ความละเอียด 40MP

3. เลนส์สีขาวดำ monochrome ความละเอียด 20MP

เท่านั้นยังไม่พอ เจ้า Huawei P20 Pro ยังสามารถปรับระดับ ISO ได้ถึง 102,400 พอๆ กับกล้อง Canon 5D Mark IV เลยก็ว่าได้

Advertisement

หากใครสงสัยว่าเจ้ากล้อง 3 ตัวนี้จะให้คุณภาพออกมาเป็นยังไงบ้าง เรามีภาพตัวอย่างจากทีมงานเว็บไซต์รีวิวกล้องเจ้าดังอย่าง DxOMark มาให้ชมกัน นี่เป็นภาพถ่ายในตอนกลางวันที่ให้รายละเอียดภาพได้อย่างชัดเจน (สามารถกดซูมดูได้นะ)

แต่แน่นอนว่าหากจะเอาภาพถ่ายเฉพาะของเจ้า P20 Pro มาให้ดู พวกคุณอาจจะยังไม่รู้ว่ามันแตกต่างจากกล้องชาวบ้านขนาดไหน เราลองไปชมการเปรียบเทียบมือถือเรือธงตัวเด่นๆ อย่าง Huawei P20 Pro, Apple iPhone X, และ Google Pixel 2 กัน (แนะนำว่าถ้าอยากเห็นรายละเอียดชัดๆ ให้กดซูมนะจ๊ะ)

Advertisement

Huawei P20 Pro

 

Apple iPhone X

 

Google Pixel 2

จาก 3 ภาพด้านบนจะเห็นว่าแม้สีจะไม่สดเท่าตัว iPhone X แต่ก็สามารถเก็บแสงและรายละเอียดได้ดีพอสมควร แล้วเมื่อยิ่งคุณกดซูมเข้าไปใกล้ๆ ก็จะเห็นว่าเม็ดสีมันไม่ได้ฟุ้งมาก และรายละเอียดต่างๆ ก็ยังอยู่ครบเลย

Advertisement

Huawei P20 Pro

Apple iPhone X

 

Google Pixel 2

Advertisement

Huawei P20 Pro

 

Apple iPhone X

 

Google Pixel 2

Advertisement

Huawei P20 Pro

 

Apple iPhone X

 

Google Pixel 2

Advertisement

Huawei P20 Pro

 

Apple iPhone X

 

Google Pixel 2

Advertisement

ต่อไปเรามาดูกล้อง Huawei P20 Pro แบบเดี่ยวๆ ในหลายๆ มุมมองกันบ้าง

ภาพจากมุมกว้าง

 

ซูมระดับกลาง

oznorMB

 

ซูมระยะไกล

จากการซูมในหลายๆ ระดับจะเห็นว่าแม้จะซูมเข้าใกล้มากๆ แต่ก็ยังเก็บแสงได้ดี แม้จะมี noise เพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็อยู่ในระดับที่น้อยมากๆ

ใครสนใจอยากจะจับจองเป็นเจ้าของก็อดใจรอกันนิดนึง เพราะเขาจะวางขายกันช่วงวันที่ 6 เมษายน (ก็ไม่นานนะ) ส่วนราคาก็อยู่ที่ 35,000 บาท โอ้วม้าย จะเก็บเงินทันไหมเนี่ยยยยยย

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook