‘Ant-Man’ อาจจะเป็นฮีโร่ที่อันตรายที่สุดใน Avengers

2 เมษายน 2018 | จุดนี้ บันเทิง-วาไรตี้

เหลือเวลาอีกไม่นานกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ทุกคนกำลังรอคอย นั่นก็คือ Avengers: Infinity War ของทางค่าย Marvel นั่นเอง ซึ่งก็เป็นที่ถกเถียงกันมานานว่า Thanos ตัวตั้งเบ้อเร่อ แถมยังมีหินวิเศษอีก ทางฝั่งพระเอกของเราจะเอาอะไรไปสู้??

ถึงแม้ว่าจะยังมีตัวละครลับที่ทาง Marvel ยังไม่ได้เปิดเผย ที่อาจมีพลังแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาฮีโร่ทั้งหมดที่พวกเราได้เคยเห็นมาในภาพยนตร์ แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้วตัวละครฮีโร่ที่มีพลังน่ากลัวที่สุดนั้นเคยโผล่ออกมาให้พวกเราได้เห็นแล้ว แถมยังมีภาพยนตร์แยกเป็นของตัวเองอีกด้วย

ซึ่งเขาคนนั้นก็คือ…. Ant-Man นั่นเอง (แท่น แท๊นนน~) หลายคนที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้ก็คงสงสัยว่า พ่อยอดมนุษย์มดน้อยเนี่ยนะ จะมีพลังร้ายกาจที่สุดในกลุ่ม Avengers คำตอบก็คือ ใช่!! เขาคนนี้นี่แหละ

ภาพยนตร์ Ant-Man นั้นถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นปมของตัวละครที่ดูดราม่าและอบอุ่น หรือฉากแอ็กชันที่ทำออกมาได้ค่อนข้างน่าสนใจ

แต่การที่ Marvel ได้สร้างตัวละครตัวนี้ออกมา หารู้ไม่ว่าพวกเขานั้นอาจสร้างฮีโร่ที่มีพลังที่ทรงพลังและอันตรายที่สุดในจักรวาลภาพยนตร์โดยไม่รู้ตัว

ถ้าเหตุการณ์ในภาพยนตร์ได้เกิดขึ้นในชีวิตจริงล่ะก็ อาจทำให้โลกของเรานั้นถูกทำลายได้เลยทีเดียว

Advertisement

Scott Lang หรือ Ant-Man มีความสามารถในการย่อหรือขยายขนาดของร่างกายได้ โดยใช้อนุภาค Pym Particles เป็นกลุ่มอนุภาคที่หายากที่สามารถเพิ่มหรือลดระยะห่างระหว่างอะตอมได้

ถึงแม้ว่าจะฟังดูโม้ไปหน่อย แต่ในชีวิตจริงนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกล้วนประกอบขึ้นมาจากอะตอมรวมๆ กัน และอะตอมส่วนใหญ่นั้นก็เป็นพื้นที่ว่างเปล่า

ยกตัวอย่างเช่นอะตอมของธาตุไฮโดรเจน ซึ่งประกอบไปด้วยพื้นที่ว่างเปล่าประมาณ 99.99999999996% การที่จะย่อขนาดร่างกายจึงเป็นเรื่องที่เป็นได้

อะตอมของไฮโดรเจน

แต่หลายคนก็ยังคงมีคำถามว่า หากอะตอมในร่างกายประกอบด้วยพื้นที่ว่างมากขนาดนั้น ทำไมเวลาเรายื่นมือไปแตะหน้าจอคอมแล้ว มือเราถึงไม่ทะลุออกไปล่ะ? นั่นสิเนอะ.. แต่รู้หรือไม่ว่าเมื่อเรายื่นมือไปแตะหน้าจอ ความจริงแล้วเราไม่ได้แตะจริงๆ หรอก

หรือการที่เรานั่งบนเก้าอี้ เราก็ไม่ได้สัมผัสกับเก้าอี้จริงๆ แต่เราลอยตัวเหนือเก้าอี้ต่างหาก เพราะอิเล็กตรอนของเก้าอี้นั้นกำลังผลักอิเล็กตรอนที่ก้นของคุณออกไป เนื่องจากประจุลบย่อมผลักประจุลบด้วยกันออกไป

นั่นหมายความว่าถึงแม้ว่าอะตอมของเราจะประกอบไปด้วยพื้นที่ว่างเปล่า แต่เราก็ไม่สามารถเดินทะลุกำแพงได้ เนื่องจากอิเล็กตรอนประจุลบของร่างกายและกำแพงนั้นผลักซึ่งกันและกัน

แต่ด้วยวิทยาศาสตร์ในภาพยนตร์ทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นไปได้อนุภาค Pym Particles นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงระยะห่างระหว่างอะตอมได้ แต่ว่ามันไม่ได้เปลี่ยนจำนวนของอะตอม นั่นหมายความว่าถึงแม้ขนาดจะเปลี่ยนไป แต่มวลนั้นยังคงเท่าเดิมอยู่

ในการที่ Scott ย่อหรือขยายร่างนั้นสิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือความหนาแน่นของเขา (ความหนาแน่น = มวล/ปริมาณ หรือ D = M/V)

การที่ไปยุ่งกับค่าเหล่านี้ แทบจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เราได้เห็นในภาพยนตร์เลยทีเดียว และยังทำให้เขาสามารถทำลายโลกได้อีกด้วย

Advertisement

ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เราเห็นในภาพยนตร์ ที่ Scott ได้ขยายร่างมดให้ใหญ่ขึ้น เมื่อลองคิดคำนวณมวลของมด โดยปกติมดจะมีมวลประมาณ 3 มิลลิกรัม แต่อนุภาค Pym Particles นั้นทำให้ร่างกายของมดขยายเท่าร่างกายของมนุษย์ที่มีปริมาณประมาณ 66.4 ลิตร

เมื่อใช้สูตร D = M/V มดที่ขยายร่างเท่ากับมนุษย์จะมีความหนาแน่น D = 3/66.4 จะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 0.05 mg/L เมื่อเห็นตัวเลขแล้วก็อาจจะนึกภาพไม่ออกว่ามันเบาแค่ไหน เปรียบเทียบกับอากาศซึ่งมีค่าความหนาแน่นเท่ากับ 1,200 mg/L แสดงว่ามดตัวนั้นเบากว่าอากาศ

เมื่อมันขยายร่างแล้วจะทำให้มันลอยราวกับบอลลูนเลยทีเดียว เช่นเดียวกันกับเจ้าของเล่นรถไฟ Thomas ที่โดนขยายขนาดอีกด้วย

ในภาพยนตร์ที่เราได้เห็นว่ารถไฟ Thomas นั้นโผล่ทะลุตัวบ้านออกมาทับรถตำรวจข้างล่าง แต่ในโลกความจริงแล้วมันก็คงลอยขึ้นไปในอากาศและปลิวหายไป

ในทางตรงกันข้าม การที่นำของที่มีน้ำหนักมากและมีขนาดใหญ่มาย่อให้เหลือขนาดเล็กนิดเดียว ผลออกมาก็จะตรงกันข้ามกับเหล่าบอลลูนยักษ์ที่กล่าวถึงข้างต้น

ยกตัวอย่างเช่นพวงกุญแจรถถังที่ Hank Pym ใช้ ดูจากลักษณะแล้วรถถังคันนั้นเป็นรถถังรุ่น T34 ของสหภาพโซเวียต ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 26.5 ตัน ลองจินตนาการว่ามีของที่หนักขนาดนั้นอยู่ในกระเป๋ากางเกงดูสิ

Advertisement

แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดนั้นก็คือฮีโร่สุดโปรดของพวกเรา Scott Lang นั่นเอง ซึ่งเมื่อคิดดูแล้วก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะขี่มด Anthony สุดที่รักของเขา หรือฉากที่เขาปีนป่ายตามตัวผู้ร้ายหรือวิ่งบนกระบอกปืน

และตอนที่ Scott ในร่างที่หดเท่ามดต่อยผู้ร้าย หมัดของเขาจะมีความหนาแน่นมาก การที่เขาต่อยไปยังจุดเล็กๆ จุดเดียว หมัดของเขาก็แทบไม่ต่างอะไรกับเข็มหรือปลายมีดเลยทีเดียว และการที่เขากระโดดใส่ผู้ร้ายนั้น ความหนาแน่นของเขาจะทำให้ร่างกายของเขาไม่ต่างอะไรกับกระสุนปืนเลยทีเดียว

แต่ความน่ากลัวของ Scott ไม่ได้มีแค่นั้น ในฉากใกล้จบของเรื่อง เขาต้องปิดตัวจำกัดขนาดที่ป้องกันไม่ได้เขาหดเหลือขนาดที่เล็กเกินไป เพื่อที่จะเข้าไปทำลายชุดของ Yellow Jacket ตัวร้ายของเรื่องและช่วยชีวิตลูกสาวของเขา แต่การที่เขาย่อขนาดตัวจนถึงขั้นนั้นจะทำให้เกิดหลุมดำขึ้นมาได้เลย

หลายคนอาจจะคิดว่ามีแต่มวลขนาดดวงดาวที่จะสามารถสร้างหลุมดำได้ แต่ความจริงแล้ว ไม่ว่ามวลอะไรก็สามารถสร้างหลุมดำได้เช่นกัน หากมันมีความหนาแน่นมากพอ

ซึ่งมาจากแนวคิดที่เรียกว่ารัศมีของ Schwarzschild ที่วัตถุใดๆ ก็ตามที่ถูกบีบอัดแน่นจนมีรัศมีเล็กกว่ารัศมี Schwarzschild ความเร็วที่หลุดออกมาจะเร็วเท่ากับความไวแสงเลยทีเดียว สิ่งใดก็ตามที่อยู่ภายในรัศมีนี้จะกลายเป็นหลุมดำทันที

โครงสร้างพื้นฐานของหลุมดำ

ถ้า Scott มีมวลประมาณ 90 กิโลกรัม เขาจะสร้างหลุมดำได้หากเขาหดตัวจนมีขนาดเล็กกว่า 0.0000000000000000000013 มิลลิเมตร

ในภาพยนตร์เราก็ได้เห็นว่าเขาหดตัวจนเล็กกว่าเซลล์ โมเลกุล อะตอม แต่เขายังไม่หยุดแค่นั้น เขายังคงหดตัวเล็กลงไปอีกจนกระทั่งเขามีขนาดเล็กกว่า Quark ซึ่งเป็นอนุภาคที่เป็นส่วนประกอบของอะตอม

และสุดท้ายเขาก็ไปหยุดที่ฉากที่เต็มไปด้วยโครงสร้างแบนๆ เต็มไปด้วยคริสตัลหน้าตาแปลกๆ แต่จากการพิจารณาจากรูปลักษณ์เส้นๆ ก็พบว่ามันอ้างอิงมาจากทฤษฎีสตริงของไบรอัน กรีน

Advertisement

สรุปแล้วเขาจะมีขนาดเล็กกว่า 10-32 มิลลิเมตรเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อคำนวณรวมกับมวล 90 กิโลกรัมของเขาก็จะได้ความหนาแน่นที่มากพอในการสร้างหลุมดำขึ้นมา

แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือหลุมดำที่เขาสร้างขึ้นมานั้นจะไม่ได้มีขนาดเล็กนิดเดียว แต่เป็นหลุมดำขนาดที่พอๆ กับหลุมดำที่เกิดจากดาวฤกษ์ที่หมดอายุขัยเลยทีเดียว

นอกจากเขาจะช่วยชีวิตลูกสาวของเขาไม่สำเร็จแล้ว เขายังทำให้มวลมนุษยชาติทั้งหมดบนโลกต้องตายกันหมด เนื่องจากทั้งโลกถูกหลุมดำกลืนกินเข้าไปจนหมดเลยทีเดียว

Artistic impression of an imaginary black hole passing by Earth and its gravity, destroying our planet. The Earth would stand no chance if it encountered a rogue black hole; the black hole’s tidal forces would easily rip the planet apart. The image will feature in the ESO Supernova exhibition “The living Universe”.

แต่ทั้งหมดเป็นแค่การนำมาวิเคราะห์ด้วยวิทยาศาสตร์ในชีวิตจริงเท่านั้น อาจไม่เป็นจริงทั้งหมดเนื่องจากเป็นการจินตนาการของผู้สร้างภาพยนตร์นั่นเอง

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook