การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลทำให้โปรตีนในวัตถุดิบจากพืชหายไป

5 สิงหาคม 2017 | จุดนี้ สาระความรู้, จุดนี้ สุขภาพ - ความงาม

ไม่ว่าเราจะพยายามอย่างหนักแค่ไหนที่จะหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) แต่สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน และก็เริ่มมีบางส่วนเกิดไปแล้วด้วย มันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ว่าเราจะพยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปสู่ชั้นบรรยากาศก็ตาม

นั่นหมายความว่าเราต้องมีการปรับตัวบางอย่างเพื่อให้เราสามารถผ่านคลื่นความร้อนสูง,ภัยแล้ง,น้ำท่วม,พายุ,ทุพภิกขภัย,การต่อสู้แย่งชิงและปัญหาผู้ลี้ภัย หนึ่งสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับเรื่องราวนี้คือการทำเกษตร หลายๆประเทศโดยเฉพาะประเทศในแถบกลางซาฮาร่า แอฟริกาและเอเชียใต้ พบว่ามีอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นมากจนทำให้พืชพันธุ์ล้มตาย

 

Advertisement

 

ซึ่งก็หมายความว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนสิ่งที่เราปลูกเพื่อให้เราอยู่รอดบนโลกที่เราอาศัยอยู่ อย่างไรก็ตามหลายงานวิจัยต่างก็ยืนยันว่าเราไม่สามารถปลูกพืชหลายๆชนิดให้โตเร็วกว่าที่อุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้นได้ และที่น่าเศร้าไปอีกก็คือจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพวกเขารายงานว่าเหตุการ์ณนี้จะเป็นอันตรายต่อพืชพันธุ์ยิ่งกว่าที่ใครหลายๆคนจะคาดคิด

 

 

จากข้อมูลที่เก็บมาจากพืชที่ปลูกในบรรยากาศที่เข้มข้นไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พวกเขาพบว่าโปรตีนบางชนิดที่เป็นประโยชน์ในร่างกายมนุษย์ได้หายไปจากพืชเหล่านั้น ความจริงคือการคาดการณ์ของพวกเขาถูกต้อง คนจากหลายๆประเทศกว่า 150 ล้านคน มีความเสี่ยงที่จะขาดโปรตีน

พืชผักเกือบ 3 ใน 4 ของโลกต่างได้รับผลกระทบนี้ ซึ่งพวกเขาคาดว่าแค่การมีอนุสัญญาปารีสอาจไม่เพียงพอในการป้องกันการเกิดเหตุการณ์นี้ สิ่งที่ถูกเขียนลงไปในการวิจัยฉบับหนึ่งรายงานว่า ทีมนักวิจัยยังไม่สามารถให้เหตุผลเกี่ยวกับสาเหตุที่โปรตีนในพืชหายไปได้ แต่พวกเขาคาดว่าการเพิ่มความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน

 

Advertisement

 

 

จากงานวิจัยอื่นพวกเขารายงานว่ากุญแจสำคัญเกี่ยวกับส่วนประกอบทางโภชนการคือซิงค์ (สังกะสี) ที่ถูกคุกคามจากการเปลี่ยนฤดูกาล ส่วนงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับธาตุเหล็กพวกเขาพยากรว่าในปี 2050 จะมีเด็กกว่า 1.4 พันล้านคนที่มีความเสี่ยงจากภาวะขาดธาตุเหล็ก

Climate Change นั้นน่ากลัวกว่าที่คิด ดังนั้น เราทุกคนควรร่วมมือกันเพื่อช่วยให้ลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับโลกของในอนาคต

 

ที่มา iflscience

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook